Business Model Canvas

การเขียนแผนธุรกิจ

แผนธุรกิจ คือการวางกลยุทธ์โดยเอาเป้าหมายขององค์กรเป็นที่ตั้ง หลังจากนั้นก็ทำการลิสต์วิธีการ หรือแผนการทำงานที่จะช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายนั้น พร้อมกำหนด Timeline ให้ชัดเจนว่าควรจะทำแต่ละอย่างให้เสร็จภายในระยะเวลาเท่าไร เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด  การทำ Business Plan จึงมีความสำคัญสำหรับการทำธุรกิจเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นเสมือน Roadmap ให้เราเดินตามไปถึงเป้าหมายได้โดยไม่หลุดโฟกัส และวัดผลได้ตามระยะเวลาที่กำหนด

Ref.: https://blog.mandalasystem.com/th/business-plan

Components of a business model canvas
เครดิตข้อมูลจาก https://sitthinunt.com/entrepreneurship/write-business-plan/

Step 1: Customer Segments (กลุ่มลูกค้า)

แบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่

กลุ่มเป้าหมายกว้างๆ แบบที่ไม่เฉพาะเจาะจงมากนัก โดยมากแล้วกลุ่มลูกค้าแบบนี้จะเป็นกลุ่มลูกค้าของสินค้าที่เป็น Consumer Product (สินค้าอุปโภคบริโภค) เช่นอาหาร เครื่องดื่ม ของใช้ภายในบ้าน เป็นต้น

กลุ่มเป้าหมายแบบเฉพาะเจาะจง โดยมากแล้วกลุ่มลูกค้าแบบนี้จะเป็นกลุ่มลูกค้าของสินค้าหรือบริการที่เป็น High-involvement (คนต้องคิดและพิจารณาก่อนตัดสินใจ) เช่นบริการที่ปรึกษาสำหรับผู้บริหารระดับสูง บริการทางด้านกฏหมายสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ เป็นต้น

กลุ่มเป้าหมายแบบแบ่งส่วน โดยที่คุณมีกลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการหรือปัญหาที่แตกต่างกันมากกว่า 1 กลุ่ม ซึ่งสินค้าหรือบริการสามารถตอบโจทย์ความต้องการหรือปัญหาได้กับทุกกลุ่ม เพียงแต่ต้องบิดมุมในการนำเสนอ ตัวอย่างเช่นบริการทางกฏหมายสำหรับธุรกิจระหว่างประเทศ และบริการทางกฏหมายมรดก (คุณยังคงส่งมอบบริการทางกฏหมายอยู่ เพียงแต่ความต้องการของทั้ง 2 กลุ่มจะต่างกัน)

กลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน โดยที่คุณใช้ความสามารถหรือทรัพยากรที่คุณมีในการสร้างสินค้าหรือบริการที่แตกต่างกันเพื่อกลุ่มคนที่แตกต่างกัน เช่นบริษัทของคุณเป็นบริษัทรับจ้างทำเว็บไซต์ให้กับองค์กรใหญ่ ในขณะเดียวกันคุณอาจจะมีลูกค้าอีกกลุ่มที่มาใช้งานระบบ Delivery สำหรับร้านอาหารที่คุณสร้างไว้ (ทรัพยากรที่คุณมีอยู่คือทรัพยากรบุคคลที่มีความรู้ในการพัฒนาโปรแกรม)

กลุ่มเป้าหมาย 2 กลุ่มที่มีความเกี่ยวข้องกัน โดยที่คุณเป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อทั้ง 2 กลุ่มเข้าด้วยกัน ตัวอย่างเช่นคุณเป็น Marketplace Platform ในการขายของเกี่ยวกับบ้าน กลุ่มเป้าหมายของคุณจะมีทั้งคนที่ขายของเกี่ยวกับบ้าน และคนซื้อของเกี่ยวกับบ้าน

Note: ไม่ว่ากลุ่มลูกค้าของคุณเป็นแบบไหน สิ่งที่คุณควรทำขึ้นมาคือ Buyer Persona

Step 2: Value Proposition (คุณค่าที่ส่งมอบให้ลูกค้า)

Step 3: Channels (ช่องทาง)

Step 4: Customer Relationship (ความสัมพันธ์กับลูกค้า)

หมายถึง ความสัมพันธ์ของคุณกับลูกค้า สามารถแบ่งออกได้เป็น 5 อย่างด้วยกัน (ใน 1 ธุรกิจสามารถมีความสัมพันธ์กับลูกค้าได้มากกว่า 1 แบบ) ได้แก่

ความสัมพันธ์แบบผู้ช่วยส่วนบุคคล ธุรกิจที่มีความสัมพันธ์แบบนี้มักจะมีการปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าแบบรายบุคคล ตัวอย่างของธุรกิจที่มีความสัมพันธ์แบบนี้เช่นร้านตัดผม ร้านสูทแบบสั่งตัด

ความสัมพันธ์แบบผู้ช่วยส่วนตัว ธุรกิจที่มีความสัมพันธ์แบบนี้เป็นการขายสินค้าหรือบริการแบบบุคคลเช่นเดียวกับแบบก่อนหน้า แต่จะมีความลึกซึ้งกว่าเช่นจะต้องจำชื่อ หน้า รสนิยม และความชอบของลูกค้าได้ ตัวอย่างของธุรกิจที่มีความสัมพันธ์แบบนี้เช่น Digital Agency ที่ให้บริการลูกค้าเจ้าใหญ่ หรือหลักทรัพย์ให้บริการบริหาร Porfolio ส่วนบุคคลสำหรับคนที่ลงทุนเป็นจำนวนมาก

ความสัมพันธ์แบบที่ลูกค้าช่วยตัวเอง ธุรกิจที่มีความสัมพันธ์แบบนี้มักจะไม่มีการปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าโดยตรง โดยที่ถ้าเป็น Self Service คือการที่ลูกค้าบริการตัวเองเช่นการหยิบของที่ต้องการใน Supermarket แล้วทำการจ่ายเงินที่ Self-Service Checkout ส่วนถ้าเป็น Automated Services คือการที่ลูกค้าแทบจะไม่ต้องทำอะไรด้วยตัวเองเลย ตัวอย่างเช่นบริการ Streaming ที่แนะนำหนังที่น่าสนใจให้กับลูกค้าโดยอัตโนมัติ

ความสัมพันธ์แบบเครือข่าย ธุรกิจที่มีความสัมพันธ์แบบนี้มักจะช่วยสร้างความสัมพันธ์ระหว่างคนที่อยู่ในเครือข่ายเดียวกัน ตัวอย่างเช่น Social Network ต่างๆ หรือเครือข่ายสำหรับคนออกกำลังกาย เป็นต้น

ความสัมพันธ์แบบช่วยกันสร้าง ธุรกิจที่มีความสัมพันธ์แบบนี้มักจะนำเอาลูกค้าเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาสินค้าหรือบริการ ตัวอย่างเช่นการเว็บขายหนังสือเปิดให้ลูกค้ามีส่วนร่วมในการรีวิวและกำหนดความนิยมของหนังสือ หรือร้านไอศครีมเปิดให้ลูกค้าโหวตว่าอยากจะกินไอศครีมรสใหม่รสไหน เป็นต้น

Step 5: Revenue Streams (แหล่งที่มาของรายได้)

แหล่งที่มาของการสร้างรายได้ มีหลากหลาย เช่น

คำแนะนำ : ให้ทำลิสต์แหล่งรายได้ที่เป็นไปได้ออกมาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ก่อน จากนั้น ค่อยเลือกตัดให้เหลือเฉพาะตัวที่เราคิดว่าน่าสนใจหรือตัวที่คิดว่าเป็นไปได้ การทำแบบนี้จะทำให้เราคิดถึงทุก ๆ ความเป็นไปได้ในการหารายได้ให้กับธุรกิจของเรา

Step 6: Key Resources (ทรัพยากรหลักที่ต้องใช้)

หมายถึง การจะทำของออกมาขาย จะต้องมีทรัพยากรที่ใช้เพื่อสร้างหรือทำของขึ้นมา ทรัพยากรแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่

Step 7: Key activities (กิจกรรมหลักที่ต้องทำ)

หมายถึง กิจกรรมที่จะต้องทำเพื่อส่งมอบคุณค่า (Key Activities) ของสินค้าหรือบริการของคุณมีอะไรบ้าง ตัวอย่างเช่น

Step 8: Key Partners (พันธมิตรทางธุรกิจหลักที่ร่วมมือด้วย)

หมายถึง ข้อมูลของคน/บริษัทที่คุณจะทำธุรกิจด้วย (หรือคน/บริษัทที่คุณต้องพึ่งพาอาศัย) โดยปกติแล้ว Key Partners แบ่งออกได้เป็น 4 แบบ ได้แก่

Step 9: Cost Structure (โครงสร้างต้นทุน)

หมายถึง ต้นทุนและหนี้สินที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจของคุณ

คำแนะนำในการเขียนแผนธุรกิจด้วย Business Model Canvas

1.ค่อยๆ เขียนแผนธุรกิจทีละข้อ เป็นลำดับไป

การเขียน Business Model Canvas ที่ดีนั้นไม่ได้เขียนจากซ้ายไปขวา ขวามาซ้าย แต่เป็นการเขียนโดยอ้างอิงจาก “ตลาด” ก่อน

เพราะฉะนั้นข้อมูลช่องแรกที่คุณควรใส่คือกลุ่มลูกค้า (Customer Segments) คุณต้องเห็นก่อนว่าใครคือกลุ่มลูกค้าของคุณ เมื่อทราบแล้วว่ากลุ่มลูกค้าเป็นใคร สิ่งถัดมาที่คุณควรคิดคือคุณมีคุณค่า (Value Proposition) อะไรที่จะส่งมอบให้คนกลุ่มเหล่านี้ จากนั้นก็มาดูต่อว่าจะส่งมอบคุณค่าของคุณให้กลุ่มคนเหล่านี้ผ่านช่องทาง (Channel) ไหนและด้วยความสัมพันธ์ (Customer Relationship) แบบไหน

จากนั้นมาดูต่อว่าคุณจะหารายได้ (Revenue Streams) ยังไง และจะต้องใช้ทรัพยากร (Key Resources) กิจกรรม (Key Activities) และพันธมิตร (Key Partners) อะไรบ้างเพื่อทำให้คุณส่งมอบสินค้าหรือบริการได้

และค่อยมาดูต่อว่าค่าใช้จ่าย (Cost Structure) ที่ทำให้คุณดำเนินธุรกิจได้มีอะไรบ้าง

การเขียนแผนธุรกิจ Business Model Canvas ด้วยลำดับขั้นตอนแบบนี้จะทำให้คุณไล่เรียงข้อมูลต่างๆ ได้ง่ายขึ้น

2. สำหรับการวางแผนธุรกิจ หลายหัวดีกว่าหัวเดียว

ถ้าคุณมีหุ้นส่วนทางธุรกิจ การชวนหุ้นส่วนของคุณมาสุมหัวช่วยกันคิดแผนธุรกิจจะทำให้ครอบคลุมกว่าการที่คุณคิดคนเดียว

คำแนะนำของผมเวลาระดมสมองกับหุ้นส่วนของคุณให้พิมพ์ตาราง Business Model Canvas ออกมาและใช้ “Post It” ในการระดมสมอง

สาเหตุนั้นเป็นเพราะทุกครั้งที่เกิดการแชร์ไอเดีย มีโอกาสสูงมากที่คุณและหุ้นส่วนธุรกิจจะมีมุมมองไม่เหมือนกัน และเมื่อออกความเห็นมาแล้ว จะต้องมีการถกเถียงกัน

การใช้ Post It จะทำให้คุณสามารถดึงมันเข้าออก ปรับเปลี่ยนแผนธุรกิจโดยอิงจากข้อสรุปของคุณและหุ้นส่วนธุรกิจได้อย่างง่ายๆ

Note: ถ้าคุณเป็นคนที่คิด Business Model Canvas คนเดียว ผมแนะนำให้คุณไปลองใช้เครื่องมือออนไลน์อย่าง Canvanizer หรือ Leanstack ซึ่งจะมีระบบที่ช่วยให้คุณสามารถเขียนแผนธุรกิจด้วย Business Model Canvas ออนไลน์ได้อย่างง่ายๆ ครับ

3. ศึกษาตัวอย่างแผนธุรกิจของคนอื่น

ถ้าคุณพึ่งเคยเขียนแผนธุรกิจด้วย Business Model Canvas เป็นครั้งแรก คุณอาจจะรู้สึกงงงวยและเขียนมันออกมาไม่ได้

วิธีแก้เรื่องนี้คือให้คุณลองไปหาตัวอย่างการเขียนแผนธุรกิจด้วย Business Model Canvas จากที่อื่นมาเป็นตัวอย่างครับ

วิธีการง่ายๆ เลยให้คุณเข้า Google แล้วค้นหาคำว่า “Business Model Canvas Example”, “Business Model Canvas ตัวอย่าง” หรือไม่ก็ “Business Model Canvas + รูปแบบธุรกิจของคุณ” ครับ

< ย้อนกลับ หน้าหลัก