DIGITAL LITERACY

สาระที่น่าสนใจ

10 ทักษะที่จำเป็นต้องมีเพื่อเอาตัวรอดจากการเพิ่มขึ้นของ AI (สรุปโดย ศ.ดร.นภดล ร่มโพธิ์)

จากบทความ "เราจะอยู่รอดในยุค AI กำลังจะครองเมืองได้อย่างไร" โดย  ศ.ดร.นภดล ร่มโพธิ์  NOPADOL'S  STORY
(ref. https://nopadolstory.com/category/decision/)


1. ทักษะการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน (Complex problem solving)

เช่น การมองข้ามอุตสาหกรรม หรือการหาทางออกของปัญหา ที่มันยังไม่เกิดขึ้นด้วยซ้ำ

2. ความคิดเชิงวิพากษ์ (Critical thinking)

คือ ความคิดที่จะช่วยให้เราเปลี่ยนข้อมูลต่าง ๆ ที่มีอยู่ให้เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ในการตัดสินใจ (อันนี้คิดว่าคงยากหน่อย เพราะ AI มันมีจุดแข็งตรงนี้เช่นกัน) แต่เราอาจจะใช้การตีความต่าง ๆ เข้ามาช่วยได้

3. ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity)

คือ ความคิดใหม่ ๆ ที่จะทำให้เกิดประโยชน์ในอนาคตได้ ถ้าเรามีตรงนี้อยู่ AI ก็อาจจะยังไม่สามารถทดแทนเราได้อย่างสมบูรณ์

4. ทักษะในการจัดการคน (People management)

อันนี้แหละครับ ที่เราจะชนะ AI ได้ เพราะผมเชื่อว่าคนยังอยากคุยกับคนอยู่ เช่น ลักษณะของความเป็นผู้นำที่จะช่วยกระตุ้นให้คนฮึกเหิม แบบนี้ AI ทำได้ยากหน่อย สู้คนไม่ได้ แต่เราก็ต้องมีทักษะตรงนี้ด้วย

5. ทักษะในการประสานงานกับคนอื่น (Coordinating with others)

อันนี้ก็จะเป็นจุดแข็งของเราเช่นกันครับ ใครที่สามารถ connect คนต่าง ๆ เข้าด้วยกัน จะมีจุดเด่น ซึ่ง AI อาจจะทำได้ยังไม่ดีเท่ากับคน

6. ความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional intelligence)

อันนี้ก็เป็นอีก Area หนึ่ง ที่คนยังน่าจะทำได้ดีกว่า AI เช่น การสร้างความเห็นอกเห็นใจ หรือการสร้างความกระหายที่จะเรียนรู้ พวกนี้ ถ้าเรามีอยู่ AI ก็น่าจะยังสู้เราไม่ได้

7. ความสามารถในการตัดสินใจ (Judgment and decision making)

ถึงแม้ว่าอันนี้มันเป็นจุดแข็งอันหนึ่งของ AI แต่หลาย ๆ งาน บางทีเราจะตัดสินใจผ่านข้อมูลอย่างเดียวก็อาจจะไม่ได้ เช่น เราจะแต่งงานกับใคร แบบนี้ AI อาจจะเอาข้อมูลมาเปรียบเทียบเรื่องการศึกษา Life style แต่ลึก ๆ ความชอบที่มันมาจากจิตใต้สำนึก มันอาจจะยังเข้าไม่ถึง ตรงนี้เราน่าจะยังเหนือกว่าอยู่ แต่ก็ต้องพัฒนาตนเองนะครับ

8. ความสามารถในการบริการ (Service orientation)

ลองนึกภาพว่าเราจะไปสปา เราอยากจะให้ใครนวดระหว่างเครื่องจักรกับคน ใช่ครับ บางทีเครื่องจักรมันอาจจะนวดได้ดีกว่า แต่สุดท้ายแล้ว มันคุยกับเราไม่ได้ (หรือคุยได้ก็ยังเป็นแบบหุ่นยนต์) มันยังหัวเราะไม่ได้ ตรงนี้คนน่าจะเหนือกว่าอยู่ แต่เราก็ต้องฝึกให้มีทักษะด้านนี้ เพราะถ้าไปถึง มีแต่หน้าตาบูดบึ้ง คนก็อาจจะเลือกเครื่องจักรก็ได้นะครับ

9. ทักษะในการต่อรอง (Negotiation)

ใช่ครับ AI มันอาจจะช่วยหาจุดที่ดีที่สุดของทั้งสองฝ่ายได้ แต่สุดท้ายบางที การต่อรองมันไม่ใช่วิทยาศาสตร์แบบนั้น มันมีศิลปะอีก เช่น คนนี้ เราสนิทกัน ถึงเราจะเสียเปรียบเรื่องนี้ แต่มิตรภาพระยะยาวยังอยู่ ตรงนี้ AI อาจจะยังเข้าไม่ถึง การต่อรองอาจจะต้องใช้คนอยู่

10. ความยืดหยุ่นในความคิด (Cognitive flexibility)

คือความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ เช่น เรากำลังเจอปัญหาแบบนี้ เราต้องทำตัวแบบนี้ คนกำลังทะเลาะกัน อย่าเพิ่งเอาเหตุผลไปอธิบาย ต้องให้เขาเย็นลงก่อน แล้วเหตุผลจึงค่อยมา อะไรแบบนี้ ตอนนี้คนเรายังเหนือกว่า

7 บทเรียนสำคัญในการเป็น Solopreneur

6 เครื่องมือ Digital ที่จำเป็นสำหรับ Podcaster 

การทำ Podcast โดยใช้หลักการ PALMS (โดย ศ.ดร.นภดล ร่มโพธิ์)

ผู้ประกอบการวันหยุด Weekend Entrepreneur  โดย  ศ.ดร.นภดล ร่มโพธิ์  NOPADOL'S  STORY
(ref.  https://nopadolstory.com/weekend-entrepreneur/podcaster-as-a-weekend-entrepreneur/)


1. เป็นงานที่เรารัก (Passion)

ถ้าเราอยากจะทำ Podcast ลองมองหาเรื่องที่เราชอบกันนะครับ เริ่มจะสิ่งที่เราชอบนี่จะทำให้เราอยากทำทุกวัน และจะทำให้คนติดตามเยอะจนกระทั่งอาจจะสามารถสร้างรายได้ได้เลยครับ

2. เป็นงานที่เราเก่ง (Ability)

3. ใช้เงินลงทุนต่ำ (Low Investment)

ค่าเช่าพื้นที่ของโปรแกรมที่เราจะเอา Podcast ไปลง และกระจายไปที่อื่น ๆ เช่น Podbean Soundcloud หรือ YouTube เรียกว่าฟรี

ไมโครโฟน แนะนำว่าซื้อให้ดี ๆ สักอัน ราคาอาจจะหลักหลายพัน แต่ถ้าเราทำบ่อย ๆ ยังไงเราใช้ได้คุ้มค่าอยู่แล้ว 

Notebook ที่จะลง Program อัดเสียง (ผมใช้ Program Audacity)

ช่วงแรก ๆ ใช้ห้องทำงานธรรมดา คอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง ไมค์ 1 ตัว แค่นั้นเลยจริง ๆ Program ที่ใช้อัดเสียง Audacity ฟรีครับ

4. ต้องสร้างรายได้ได้ (Money)

รายได้จาก Podcast จะมาจาก 2 แหล่ง 

5. สามารถขยายใหญ่ได้ (Scalability)

ถ้าเป็นรูปแบบการได้ส่วนแบ่งโฆษณาจาก YouTube แบบนี้ รายได้เราสามารถขยายใหญ่ได้โดยไม่ต้องใช้แรงไปแลก เช่น ถ้ามีตอนใดตอนหนึ่งคนฟังมาก ๆ ยิ่งฟังมาก เราก็ยิ่งได้รายได้มากตาม แต่ถ้าเป็นรูปแบบของการถูกจ้างใน Review สินค้าหรือบริการ แบบนี้อาจจะขยายได้ยากหน่อย เพราะว่าเราต้องใช้แรงเราในการอัด Podcast เพื่อให้ตอบโจทย์ของผู้ว่าจ้าง เราคงใช้ตอนเก่า ๆ ที่เราอัดแล้วมาใช้ไม่ได้ เพราะคงไม่เกี่ยวกับสินค้าหรือบริการเขา

แต่อย่างไรก็ตามการทำ Podcast นั้น ถึงแม้ว่าจะไม่มีคนมาจ้าง ผมก็ยังสนับสนุนให้ทำบ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะจะมีผลต่อจำนวนผู้ฟังที่ติดตามเราด้วยครับ อย่างที่บอกว่ายิ่งติดตามเยอะ ก็มีโอกาสได้รายได้เยอะขึ้นไปด้วย

ถึงแม้ว่า Podcast ยังเป็นสื่อที่ยังไม่ได้ถึงกับเป็นที่นิยมมากนัก เทียบกับสื่ออื่น ๆ แต่ถ้ามองเป็นข้อดีก็คือแปลว่าคู่แข่งเราก็ยังไม่เยอะ ถ้าเราเริ่มก่อน ก็มีโอกาสจะได้รายได้ก่อน และเราสามารถใช้เวลาในวันหยุดหรือเวลาว่างทำได้เช่นกัน เพราะมันไม่ใช่รายการสด เราสามารถอัดเก็บไว้ได้ในเวลาว่าง ลองนำไปพิจารณากันได้นะครับ

เทคนิคการสร้างตัวตนในช่อง TikTok (ช่อง YouTube เซียนเป็ด)

เทคนิคการสร้าง Video เล่าเรื่อง ประเภท 2 มิติ (ช่อง YouTube ครูอภิวัฒน์ สอนสร้างสื่อ)

YouTube: สอนตัดต่อคลิปสื่อการสอนด้วย Canva และใช้เสียงบรรยายจาก Botnoi Voice

ระบบยืนยันตัวตน E-KYC และ KYC คืออะไร และแตกต่างกันอย่างไร

ดูเนื้อหา Link to: https://scbtechx.io/th/blogs/kyc-and-ekyc-difference/

< ย้อนกลับ หน้าหลัก